“โลกร้อน” ภัยที่ทั่วโลกต้องร่วมแก้ไข

ผลการศึกษาของ กลุ่มเยอรมนีวอทช์ ระบุว่า ในปี 2549 โลกเผชิญหายนภัยทางธรรมชาติ เช่น พายุและน้ำท่วม มากกว่าช่วง 2 ปีก่อน โดยเกิดภัยธรรมชาติถึง 953 ครั้ง เทียบกับ 716 ครั้ง ในปี 2548 และ 718 ครั้งในปี 2547

ในช่วงปี 2550 ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวสำคัญด้านภาวะโลกร้อนที่น่าจับตามอง เริ่มจากการเปิดเผยรายงานนำเสนอสถานการณ์ ผลกระทบ และแนวทางแก้ไขภาวะโลกร้อน รวม 4 ฉบับ ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชา ชาติ (ไอพีซีซี) ซึ่งบทบาทกระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงภัยภาวะโลกร้อนนี้ ทำให้ไอพีซีซีคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไปครองร่วมกับอดีตรองประธานาธิบดี อัล กอร์ แห่งสหรัฐ

เนื้อหาในรายงาน ซึ่งเป็นผลจากการรวบรวมงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์กว่า 400 คนทั่วโลก ระบุว่า อุณหภูมิของโลกได้เพิ่มขึ้นแล้ว 0.74 องศาเซลเซียสในรอบร้อยปีที่ผ่านมา และมนุษย์คือตัวการสำคัญที่ก่อภาวะโลกร้อน โดยหากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ผู้คนหลายพันล้านคนจะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำ และอีกหลายร้อยล้านคนจะประสบภาวะขาดแคลนอาหาร หรือเกิดการย้ายถิ่นครั้งใหญ่

รายงานชี้ด้วยว่า แม้ชาติพัฒนาแล้วจะมีบทบาทสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงทศวรรษที่ ผ่านมา แต่ชาติกลุ่มยากจนที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยสุดจะได้รับความเสียหายรุนแรงที่ สุด  ขณะแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกจะเพิ่ม 25-90% ภายในปี 2030 หากไม่มีการกำหนดนโยบายรับมือออกมา และหากโลกยังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป อัตราการปล่อยก๊าซอาจเติบโตถึง  40-110% โดย 2 ใน 3 ของการปล่อยก๊าซมาจากประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามรอย ชาติร่ำรวย

รายงานยูเอ็นได้รับการ ตอกย้ำจากผลการศึกษาของกลุ่มเยอรมนีวอทช์ ที่ระบุว่า ในปี 2549 โลกเผชิญหายนภัยทางธรรมชาติ เช่น พายุและน้ำท่วม มากกว่าช่วง 2 ปีก่อน โดยเกิดภัยธรรมชาติถึง 953 ครั้ง เทียบกับ 716 ครั้ง ในปี 2548 และ 718 ครั้งในปี 2547 และหากศึกษาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950  พบว่าภัยธรรมชาติในรูปพายุเกิดเพิ่มขึ้นเท่าตัว ส่วนน้ำท่วมและภาวะอากาศสุดขั้ว เช่น คลื่นความร้อน และภัยแล้ง เกิดเพิ่ม 4 เท่า โดยชาติยากจนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุด เช่น ฮอนดูรัส และนิการากัว ที่เผชิญเฮอริเคนหลายลูก ส่วนบังกลาเทศเผชิญพายุโซนร้อนที่สร้างความเสียหายอย่างหนักกับเศรษฐกิจ

ภัยจากภาวะโลกร้อนที่ทวี ความรุนแรง ทำให้ระหว่างวันที่ 3-14 ธ.ค. ที่ผ่านมา สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมว่าด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงที่เกาะบาหลี ของอินโดนีเซีย มีผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนนับหมื่นจากเกือบ 190 ชาติเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางทำข้อตกลงโลกร้อนฉบับใหม่แทนพิธีสารเกียวโตที่จะหมดอายุใน ปี 2555

ตามแผน การหารือเวทีนี้ต้องสิ้นสุดในวันที่ 14 ธ.ค. แต่เนื่องจากสหรัฐปฏิเสธที่จะผูกมัดตัวเองในการแก้ปัญหาโลกร้อน รวมถึงต่อข้อเสนอกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25-40% สำหรับชาติพัฒนาแล้ว ของสหภาพยุโรป (อียู) ทำให้การหารือต้องยืดเยื้อออกไปอีกหนึ่งวัน กว่าจะบรรลุข้อตกลง ซึ่งเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “แผนโรดแมพ” ปูทางสู่การทำข้อตกลงโลกร้อนฉบับใหม่

ภายใต้แผนโรดแมพ ที่ประชุมกำหนดให้การจัดทำข้อตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ได้ข้อสรุปภายในสิ้นปี 2552 เพื่อปูทางสู่การเริ่มปรับใช้ในปี 2555 เมื่อพิธีสารโลกร้อนเกียวโตหมดอายุ นอกจากนั้น ทั้งชาติพัฒนาแล้วและชาติกำลังพัฒนาจะต้องร่วมมือกันต่อสู้กับภาวะโลกร้อน หลังจากในพิธีสารเกียวโตกำหนดให้เฉพาะชาติอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกราว 5% ภายในปี 2555 อันเป็นไปตามแนวคิดที่ว่า ชาติที่ก่อปัญหาปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตจะต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อตกลงใหม่จะดึงชาติกำลังพัฒนาเข้ามาร่วมรับผิดชอบมากขึ้น แต่ระดับความรับผิดชอบจะยังแตกต่างกัน โดยชาติร่ำรวยจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราสูงกว่าชาติยากจน ซึ่งประเด็นนี้สหรัฐพยายามกดดันให้จีนและอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก เข้ามาร่วมรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งหากทำได้จริง สหรัฐก็อาจยอมให้สัตยาบันข้อตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ หลังจากเป็นชาติอุตสาหกรรมเพียงชาติเดียวที่ไม่ยอมให้สัตยาบันพิธีสารเกีย วโต เนื่องจากวิตกว่าจะกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ และไม่พอใจที่จีนในฐานะชาติกำลังพัฒนา อยู่ในข่ายไม่ต้องร่วมลดการปล่อยก๊าซ

ในช่วงต้นของการหารือที่ บาหลี สหรัฐยังคัดค้านเนื้อหาบางส่วนของข้อตกลง ที่ระบุให้ชาติอุตสาหกรรมให้การช่วยเหลือการเงินและความช่วยเหลืออื่นๆ เพื่อให้ชาติกำลังพัฒนาเข้าถึงเทคโนโลยีลดการพึ่งพิงเชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษ แต่หลังถูกกดดันอย่างหนัก จนถึงกับถูกโห่ไล่จากผู้แทนคนอื่นๆ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในเวทียูเอ็น ผู้แทนเจรจาของสหรัฐจึงยอมปรับท่าที ตกลงตามข้อเรียกร้องของชาติกำลังพัฒนา

แม้ยูเอ็นและกลุ่มสิ่ง แวดล้อมบางส่วนมองแง่ดีว่า ข้อตกลงหรือแผนโรดแมพที่ได้ มีความคืบหน้า เนื่องจากสหรัฐแสดงท่าทีต้องการร่วมดำเนินการรับมือภาวะโลกร้อนมากขึ้นใน อนาคต อีกทั้งมีเนื้อหายืดหยุ่น ซึ่งเปิดทางให้มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะยอมลดการปล่อยก๊าซโลกร้อนในการ ประชุมรอบสุดท้ายในปี 2552 โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐมีรัฐบาลใหม่  ส่วนชาติกำลังพัฒนา รวมถึงจีนและอินเดียก็แสดงท่าทีพร้อมให้ความร่วมมือมากขึ้น

แต่ในมุมมองของสหภาพ ยุโรปและกลุ่มต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมอีกส่วน กลับแสดงความผิดหวังกับข้อตกลงที่บาหลี เนื่องจากไม่มีการกำหนดเป้าหมายชัดเจน เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งกับชาติกำลังพัฒนาหรือชาติพัฒนา แล้ว

นักวิเคราะห์มองว่า ในช่วงหลายปีต่อไปนี้ ชาติกำลังพัฒนาจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นด้านการรับมือภาวะโลกร้อน เนื่องจากเนื้อหาในข้อตกลงเรียกร้องให้ชาติกำลังพัฒนา “ดำเนินการบรรเทาภาวะโลกร้อน ผ่านมาตรการที่วัดได้ รายงานได้ และตรวจสอบได้” ซึ่งหมายความว่า ประเทศอย่างจีน ที่กำลังจะแซงหน้าสหรัฐขึ้นเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งโลก จะต้องแสดงความรับผิดชอบมากขึ้น

หนึ่งในบทบาทที่ชาติ กำลังพัฒนาได้รับการผลักดันในเวทีบาหลี คือ การปกป้องพื้นที่ป่าที่กำลังถูกโค่นทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับแผนให้ผลตอบแทนกับชาติกำลังพัฒนาที่ดำเนินการ อนุรักษ์พื้นที่ป่า ซึ่งแนวทางนี้น่าจะได้การขานรับพอสมควร หากมองจากกรณีที่โครงการสิ่งแวดล้อมยูเอ็นรายงานความสำเร็จเมื่อเดือนพ.ย. ว่า สามารถผลักดันแผนปลูกป่าทั่วโลกตลอดปี 2550 ได้ตามเป้า คือ ชาติต่างๆ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มกำลังพัฒนา มีการปลูกต้นไม้เพิ่มรวมกันถึง 1.4 พันล้านต้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังขาว่า ความรับผิดชอบของชาติกำลังพัฒนาจะครอบคลุมถึงการผูกมัดให้ลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกหรือไม่ เนื่องจากคำว่า “ดำเนินการ” เป็นคำที่มีความหมายกว้างๆ ขณะนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งแนะว่า น่าจะครอบคลุมการลดการปล่อยก๊าซในบางภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมผลิตเหล็ก หรืออุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้า

ไม่ว่าข้อตกลงโลกร้อน ฉบับใหม่จะออกมาเช่นไร ฝ่ายไหนชิงความได้เปรียบ ฝ่ายไหนเสียเปรียบ แต่ทุกฝ่ายต้องตระหนักว่า คงไม่สามารถหนีพ้นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข!

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, www.bangkokbiznews.com,www.prapai.co.th

2 Responses

  1. “โลกร้อน” ภัยที่ทั่วโลกต้องร่วมแก้ไข « กังหันลมผลิตไฟฟ้า Says:

    [...] ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, http://www.bangkokbiznews.com,www.prapai.co.th,www.กังหันลม.com [...]

  2. “โลกร้อน” ภัยที่ทั่วโลกต้องร่วมแก้ไข « กังหันลมผลิตไฟฟ้า Says:

    [...] http://www.bangkokbiznews.com,www.prapai.co.th,www.กังหันลม.com Leave a Comment No Comments Yet ห่างไกล [...]

Leave a Comment

Please note: Comment moderation is enabled and may delay your comment. There is no need to resubmit your comment.