“พลังงานทดแทน”…เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะที่ราคาน้ำมันมีความผันผวน ซึ่งหนึ่งในหลาย ๆ พลังงานทดแทนที่ถูกกล่าวถึง คือ…“พลังงานลม”
แม้จะรู้ดีว่าสภาพภูมิอากาศของไทยมี “ข้อจำกัด” ด้านความเร็วลมที่อยู่ในระดับปานกลาง-ต่ำ ทว่าข้อจำกัดนั้นกลับทำให้กระทรวงพลังงานเร่งพัฒนาปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต พลังงานจากลมเพื่อให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศในบ้านเรา เพราะตามนโยบายของกระทรวงพลังงานมีเป้าหมายที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมให้ ได้ 115 เมกะวัตต์ ในปี 2554 เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศ
ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจัง คือ “โครงการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าเพื่อการสาธิตนำร่อง” ซึ่งได้ดำเนินการติดตั้งกังหันลมที่บ้านทะเลปัง อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช กำลังการผลิต 250 กิโลวัตต์ 1 ชุด โดยปัจจุบันได้ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ยังมีกังหันลม ชนิดมีเกียร์ขนาดกำลังการผลิต 1.5 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างการติดตั้งอีกจำนวน 1 ชุด ซึ่งคาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จในเร็ว ๆ นี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้ง 2 ชุดอยู่ที่ 1,750 กิโลวัตต์ ขณะที่แหลมตาชี จ.ปัตตานี เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพ กระทรวงพลังงานก็มีแผนจะจัดเป็นโครงการสาธิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเช่น กัน
โดยจากการศึกษาพบว่า สามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 3.4 ล้านหน่วย และยังส่งไฟฟ้าเข้าระบบสายส่งไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 20.7 ล้านบาท นอกจากนี้ยังสามารถทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงเทียบเท่าน้ำมันดิบได้ปีละ 290 ตัน คิดเป็นมูลค่าปีละ 6.8 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้ปีละประมาณ 1,000 ตัน
ไม่เฉพาะโครงการนำร่อง ของกระทรวงพลังงานเท่านั้น ในส่วนของงานการศึกษาวิจัยของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอื่น ๆ ก็มีให้เห็นเช่นกัน เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ได้ร่วมมือจากกรมอุตุนิยมวิทยาศึกษาถึงความเร็วลมในประเทศไทย โดยผลการศึกษาพบว่า ความเร็วลมในประเทศไทยโดยเฉลี่ยจัดอยู่ในระดับปานกลาง-ต่ำ คือ ต่ำกว่า 4 เมตร/วินาที ส่วนที่ความเร็วลมสูงสุดจะอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเล บริเวณเกาะต่าง ๆ ในอ่าวไทย และภาคใต้ของประเทศ
เมื่อ กฟผ.ได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้ จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและมหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ ในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อออกแบบสร้างกังหันลมขึ้น และได้นำไปทดลองใช้งาน หลังการทดลองยังคงพบปัญหาเกี่ยวกับระบบส่งกำลังและความแข็งแรงของใบกังหัน
ขณะเดียวกัน กฟผ.เอง ก็ได้ออกแบบสร้างกังหันลมแบบล้อจักรยานเพื่อนำไปติดตั้งทดสอบใช้งานที่ชาย ฝั่งทะเล บริเวณบ้านอ่าวไผ่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ปรากฏว่ายังคงประสบปัญหาเรื่องระบบส่งกำลังเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีสถาบันการ ศึกษาอีกหลายแห่งที่ให้ความสนใจศึกษาพลังงานลม เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งทีมวิจัยได้ศึกษาศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในเขตภาคเหนือตอนบนของ ประเทศไทยพบว่า ลมหุบเขาบริเวณพื้นที่ช่องเขาทางภาคเหนือตอนบนมีศักยภาพที่จะใช้เป็นแหล่ง พลังงานลมใกล้เคียงกับลมมรสุมจากอ่าวไทยและทะเลอันดามัน
โดยทีมวิจัยได้ติดตั้ง อุปกรณ์ตรวจวัดความเร็วลมความสูง 40-80 เมตร จำนวน 18 จุดบริเวณภาคเหนือตอนบน หรือเท่ากับความสูงประมาณ 1,000-2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล เพื่อเก็บข้อมูลปริมาณลมต่อเนื่องและนำมาวิเคราะห์ผล ปรากฏว่าพบพื้นที่ที่มีศักยภาพ 3 จุด ได้แก่ บ้านกิ่วลม จ.แม่ฮ่องสอน บ้านดอยล้าน และบ้านแม่แฮ จ.เชียงใหม่ เหมาะที่จะติดตั้งกังหันลมหรือฟาร์มกังหันลมในอนาคต
แม้ว่าจะมีความแตกต่าง ของแรงลมในช่วงเวลากลางวันที่ลมแรง ขณะที่ช่วงกลางคืนลมจะนิ่งมากกว่า แต่ค่าเฉลี่ยที่วัดได้ตลอดระยะเวลา 1 ปี แสดงให้เห็นว่า กำลังลมหุบเขาอยู่ระหว่าง 2-6 เมตรต่อวินาที เพียงพอสำหรับใช้ผลิตไฟฟ้า แต่เนื่องจากไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรทำให้ได้รับแรงลมเฉลี่ยทั้งปีต่ำถึง ปานกลาง การที่จะพัฒนาพลังงานลมเพื่อใช้ประโยชน์จึงจำเป็นต้องศึกษารูปแบบกังหันลม ผลิตไฟฟ้าให้มีความเหมาะสมกับความเร็วลมที่มีอยู่ จึงต้องวิจัย จัดหา สาธิต และใช้ประโยชน์จากกังหันลมความเร็วลมต่ำ
นอกจากนี้ยังต้องผลิต ชิ้นส่วนเพื่อประกอบระบบกังหันลมผลิตไฟฟ้าขึ้นมาใช้งานในประเทศ เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าและสั่งซื้อจากต่างประเทศที่มีราคาแพง
นี่ถือเป็นตัวอย่างของการพัฒนาพลังงานลมในประเทศ ซึ่งสามารถที่จะพัฒนาเทคโนโลยีให้ดีขึ้นได้อีกในอนาคต
ที่มา: แนวหน้า 16 ธ.ค. 51,www.prapai.co.th
July 4th, 2009 at 2:40 pm
[...] นี่ถือเป็นตัวอย่างของการพัฒนาพลังงานลมในประเทศ ซึ่งสามารถที่จะพัฒนาเทคโนโลยีให้ดีขึ้นได้อีกในอนาคต ที่มา: แนวหน้า 16 ธ.ค. 51,www.prapai.co.th,www.กังหันลม.com [...]
July 4th, 2009 at 3:15 pm
[...] ที่มา: แนวหน้า 16 ธ.ค. 51,www.prapai.co.th,www.กังหันลม.com Leave a Comment No Comments Yet ห่างไกล [...]